วันเสาร์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ฮาวปลึงกะไบ

วันที่ 14 พค. 53 เวลา 10.00 – 14.00 น. ลงพื้นที่เก็บข้อมูล โดยบันทึกภาพพิธีฮาวปลึงกะไบ ที่บ้านปันรัว หมู่ 10 ตำบลตาเบา อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ เป็นพิธีกรรมตามความเชื่อผี บูชาพรามหณ์(สังเกตจากมีการเชิญพรามหณ์มาประกอบพิธี) ที่ชุมชนในพื้นที่เขตตำบลตาเบา นำโดยชาวบ้านปันรัว เป็นกลุ่มที่อนุรักษ์ไว้ เป็นกิจกรรมที่คนในตำบลมารวมตัวกัน ภายใต้ความเชื่อเดียวกัน คือต้องการเสริมขวัญกำลังใจชาวนา ก่อนฤดูลงนา และให้ความสำคัญกับควาย (กะไบ) ที่เป็นผู้ที่ลากคันไถ ช่วยไถนา ให้ชาวบ้าน จนได้ทำนาสำเร็จ ได้ผลผลิตมาเลี้ยงชีวิต อย่างสมบูรณ์ทุกปี เพราะในสมัยโบราณ ไม่มีเครื่องจักรความเหล็ก เหมือนในปัจจุบัน การทำนาของชาวบ้านต้องอาศัยแรงควายในการไถนาเท่านั้น ชาวนาจึงให้ความสำคัญว่า ควาย เป็นสัตว์ที่อยู่คู่ชาวนา ต้องเลี้ยงดูเป็นอย่างดี บ้านไหนไม่มีควายไว้ไถนา เมื่อถึงหน้านาก็จะลำบาก ซึ่งสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นเหตุผลของการดำรงอยู่ของพิธีฮาวปลึงกะไบ ตราบมาถึงทุกวันนี้ ในงานพิธีมีการเสริมสร้างความสามัคคีของคนในชุมชน ด้วยการจัดกิจกรรมแข่งไถนาโดยใช้ความยลากคันไถ เพื่อชิงถ้วยรางวัลจากท่านผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ด้วย (ท่านผู้ว่าให้รองฯ มาร่วมเปิดงานแทน) มีซุ้มแสดงวิถีชีวิตพื้นบ้าน เช่น การสาวไหม การตำข้าว การทำขนมจีน เป็นต้น ซึ่งได้รับความสนใจของประชาชนในพื้นที่ตำบลตาเบา และตำบลใกล้เคียงเป็นอย่างมาก

ปราชญ์พื้นบ้าน บ้านพลวงใต้

วันที่ 14 พค. 53 เวลา 17.00 – 19.30 น.

ลงพื้นที่เก็บข้อมูล โดยได้สัมภาษณ์ คุณตาใน ลัดดาไสว อายุ 77 ปี ชาวบ้านพลวงใต้ เลขที่ 12 หมู่ 1 ตำบลบ้านพลวง ปราชญ์พื้นบ้าน ของชุมชน ที่ได้รับการเคารพนับถือ จากผู้คนว่ามีความสามารถในการเป่า จ่มมนตร์ ให้เด็ก เล็ก ๆ หายจากการเป็นโรคตาล โรคซาง และมีคาถาปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายในสตรีตั้งครรภ์ สตรีหลังคลอดให้ปลอดภัยจากผีปอบ ผีป่า ไม่ให้มากล้ำกราย และนอกจากนั้นยังมีความสามารถเฉพาะตัวในการเล่นดนตรีพื้นบ้านโบราณได้ทุกประเภท ได้แก่ ฆ้องวงใหญ่ ระนาด ซออู้ ซอด้วง กลองตะโพน เป่าปี่ ตีฉิ่ง กรับ เป็นต้น ซึ่งเครื่องตนตรีเหล่านั้นยังมีอยู่ให้เห็นบนบ้านของตาในด้วย และในยามว่างตาในยังมีฝีมือในการจักสาน สังเกตได้จาก บริเวณบ้านปรากฏเห็นทั้งไซดักปลา ตะข้อง สุ่มจับปลา สุ่มไก่ กรงนกเขา รวมทั้งกระเชอข้าวยักษ์ขนาดใหญ่ สานจากไม้ไผ่เหลา สำหรับประกอบพิธีแซนโฎนตา เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่บอกถึงความเป็นปราชญ์พื้นบ้านผู้มากด้วยความสามารถอย่างลึกซึ้งในหลาย ๆ เรื่อง ฉันได้สัมภาษณ์ถึงกรรมวิธีในการจ่มมนตร์ เพื่อปัดเป่าต่าง ๆ จากตาใน ซึ่งฉันได้รับความกรุณาอย่างมากจากตาใน ช่วยให้เรามองเห็นความงดงามของภูมิปัญญาพื้นบ้าน ที่บ่งบอกถึงการเป็นอยู่ที่พึ่งพาตนเอง อย่างพอเพียงได้ชัดเจนขึ้น

ปราสาทหินบ้านพลวง

วันที่ 12 พค. 53 ลงพื้นที่เก็บข้อมูล โดยได้สัมภาษณ์ ลุงดอม ประไวย์ อายุ 57 ปี ชาวบ้านพลวงใต้ หมู่ 1 ตำบลบ้านพลวง ผู้ได้รับการไว้วางใจจากกรมศิลปากร ให้เป็นผู้ดูแลความเรียบร้อยของปราสาทหินบ้านพลวง ทราบข้อมูลจากลุงดอมว่าปราสาทหินบ้านพลวงเป็นศาสนสถานขนาดเล็ก ที่สร้างเนื่องในศาสนาฮินดู ลัทธิไศวะนิกาย นับถือพระศิวะเป็นเทพเจ้าสูงสุด ศิลปะขอมสมัยบาปวน (พศ. 1560 – 1630) ศาสนสถานแห่งนี้คงเป็นศูนย์กลางทางด้านศาสนาฮินดูของชุมชนโบราณ วัฒนธรรมขอมในเขตบ้านพลวงและใกล้เคียงในอดีต ระหว่างปลายพุทธศตวรรษที่ 16 – 18 ต่อมาจึงถูกทิ้งร้างไป เนื่องจากการเสื่อมอำนาจของอาณาจักรขอม ตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา

วันศุกร์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

อย่าคอยจับผิดคนอื่น


อย่าคอยจับผิดคนอื่น


ก็มันอดไม่ได้นี่นา...

อย่าคอยจับผิดคนอื่น เพราะมันทำให้ชีวิตเสียเวลา

เราก็มียี่สิบสี่ชั่วโมงเท่ากับคนอื่น เอาเวลามาทำเรื่องที่สร้างสรรค์จะดีกว่า

อย่าคอยมองหาข้อบกพร่องของคนอื่น เพราะมันทำให้เสียเวลา

ข้อบกพร่องของเขาไม่ได้ทำให้แผ่นดินที่เรายืนอยู่สูงขึ้นมา

ทุกคนต่างมีเส้นทางที่แตกต่าง

ตราบใดที่เขาไม่ได้ทำให้เราและครอบครัวของเราเดือดร้อน

ตราบใดที่เรายังกินอิ่มได้ ยังนอนหลับฝันดี

จะไปพะวงและยุ่งเรื่องของคนอื่นอยู่ทำไม เลิกให้ความรู้สึกฝังหัวแบบเดิมๆ

มันทำให้จังหวะการเดินในชีวิตของเราสะดุด เราเอาใจไปใส่ในเรื่องที่ไม่ใช่เรื่อง

ปล่อยความคิดให้เบา ทำหัวของเราให้เบา เลือกมองแต่เรื่องดีๆ รอบตัว

เลือกมีชีวิตที่สวยงาม Seeing the fault in the other is not the right way of life

พฤติกรรมของคนดี

พฤติกรรมของคนดี

พฤติกรรมของคนดี (หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม)
ลักษณะของบัณฑิต
๑ พูดแต่ในสิ่งที่ดี
๒ คิดแต่ในสิ่งที่ดี
๓ ทำแต่สิ่งที่ดีเสมอไป

พฤติกรรมของบัณฑิต
๑. ชอบทำแต่สิ่งที่ดี มีประโยชน์
๒. ชอบชักชวนคนอื่นในทางดี
๓. ชอบเสนอแนะสิ่งที่มีประโยชน์ให้กับคนอื่น ๆ
๔. มีความรับผิดชอบในหน้าที่อย่างดีที่สุด
๕. มีศีลธรรมประจำใจ
๖. น้อมรับคำตักเตือน ไม่ดื้อ ไม่โกรธ เมื่อมีคนมาสอน
๗. อ่อนน้อม ถ่อมตน ไม่มีความลำพอง ถือตัวถือตน เย่อหยิ่ง
๘. ไม่ปกปิดความผิดของตัวเอง
๙. บอกกล่าวความดีของคนอื่นให้คนอื่น ๆ ได้รู้กัน
แหล่งที่มาจาก : พลังจิตดอทคอม

คิดบวก คิดบวก คิดบวก

คิดบวก คิดบวก คิดบวก
ชีวิต ถ้าพบแต่ความสุข เราก็จะไม่รู้จักพอ
แต่ถ้าเราพบกับความทุกข์ และความสุข ปะปนกันไป
... ก็จะทำให้เรา "เข้มแข็ง" และใช้ชีวิตอย่างมี "ค่า"
เวลาเจองานหนัก ให้บอกตัวเองว่า นี่คือโอกาสในการเตรียมพร้อม สู่ความเป็นมืออาชีพ
เวลาเจอปัญหาซับซ้อน ให้บอกตัวเองว่า นี่คือบทเรียน ที่จะสร้างปัญญาได้อย่างวิเศษ
เวลาเจอความทุกข์หนัก ให้บอกตัวเองว่า นี่คือความฝึกหัด ที่จะช่วยให้เกิดทักษะในการดำเนินชีวิต
เวลาเจอนายจอมละเมียด ให้บอกตัวเองว่า นี่คือการฝึกตนให้เป็นคนสมบูรณ์แบบ (perfectionist)
เวลาเจอคำตำหนิ ให้บอกตัวเองว่า นี่คือการชี้ขุมทรัพย์มหาสมบัติ
เวลาเจอคำนินทา ให้บอกตัวเองว่า นี่คือการสะท้อนว่าเรายังคงเป็นคนที่มีความหมาย
เวลาเจอความผิดหวัง ให้บอกตัวเองว่า นี่คือวิธีที่ธรรมชาติ กำลังสร้างภูมิคุ้มกันให้กับชีวิต
เวลาเจอคนกลิ้งกะล่อน ให้บอกตัวเองว่า นี่คืออุทาหรณ์ของชีวิตที่ไม่น่าเจริญรอยตาม
เวลาเจอคนเลว ให้บอกตัวเองว่า นี่คือตัวอย่างของชีวิตที่ไม่พึงประสงค์
เวลาเจอศัตรูคอยกลั่นแกล้ง ให้บอกตัวเองว่า นี่คือบททดสอบที่ว่า "มารไม่มี บารมีไม่เกิด"
เวลาเจอวิกฤต ให้บอกตัวเองว่า นี่คือบทพิสูจน์ธรรม "ในวิกฤตย่อมมีโอกาส"

ที่มา : http://variety.teenee.com/foodforbrain/17364.htm

แนวทาง 10 ประการในการเอาชนะความทุกข์

แนวทาง 10 ประการในการเอาชนะความทุกข์
1. เวลาพบกับอารมณ์ที่ไม่น่าพอใจ มันชวนให้ท่านโกรธหรือเดือดร้อนใจขึ้นมา จงอย่าพึ่งพูดอะไรออกไป หรือจงอย่าพึ่งทำอะไรลงไปแต่จงคิดให้ได้ก่อนว่า นี่คือสิ่งที่คนทุกคนในโลกนี้ ไม่ปรารถนาจะพบเห็น แต่ทุกคนก็ต้องพบกับมัน สิ่งนี้คือสิ่งที่ ท่านจะเอาชนะมัน ด้วยการสลัดมันให้หลุดออกไปจากใจก่อน ถ้าท่านสลัดมันออกไปจากใจได้ ท่านก็จะเป็นอิสระ และไม่เป็นทุกข์ เมื่อท่านไม่เป็นทุกข์ เพราะมันก็หมายความว่า ท่านชนะมัน
2. เมื่อคิดได้ดังนั้น จนจิตมองเห็น สภาวะที่ใสสะอาด ในตัวมันเอง จงหวนกลับไปคิดว่า แล้วเราจะแก้ปัญหานี้อย่างไร? ไม่กี่นาที ท่านก็จะรู้วิธีที่จะแก้ปัญหานั้น อย่างถูกต้องที่สุดและฉลาดเฉียบแหลมที่สุด โดยที่ท่านจะไม่เป็นทุกข์กับเรื่องนั้นเลย
3. เวลาที่พบกับความพลัดพรากสูญเสีย ก็จงหยุดจิตไว้อย่างที่ได้กล่าวมาแล้ว และจงยอมรับว่า นี่คือ สภาวะธรรมดา ที่มีอยู่ในโลก มันเป็นของที่มีอยู่ในโลกนี้มานานแล้ว ท่านจะไปตื่นเต้น เสียอกเสียใจกับมันทำไม มันจะเป็นอย่างไร ก็ให้มันเป็นไป ไม่ต้องตื่นเต้น และจงคิดให้ได้ว่า ในที่สุดแล้วท่านจะต้องพลัดพรากและสูญเสีย แม้กระทั่งชีวิตของท่านเอง วิธีคิดอย่างนี้ จะทำให้ท่านไม่เป็นทุกข์เลย
4. เวลาประสบกับเรื่องที่ไม่ดี จงอย่าคิดว่าทำไมถึงต้องเป็นเรา? ทำไมเรื่องอย่างนี้จึงต้องเกิดขึ้นกับเรา ? จงอย่าคิดอย่างนั้นเป็นอันขาด เพราะยิ่งคิดเท่าไหร่ ท่านก็ยิ่งจะเป็นทุกข์เท่านั้น ความคิอย่างนั้นไม่ใช่วิธีแก้ปัญหา
5. คงคิดอย่างนี้เสมอว่า ไม่เรื่องดีก็เรื่องเลวเท่านั้นแหละที่จะเกิดขึ้นกับเรา ไม่ต้องตื่นเต้นกับมันจงยอมรับมัน กล้าเผชิญหน้ากับมัน และทำจิตให้อยู่เหนือมัน ด้วยการไม่ยึดมั่นในมันและไม่อยากจะให้มันเป็นไปตามใจของท่าน แล้วท่านก็จะไม่เป็นทุกข์
6. ขอเฝ้าสังเกตดูความรู้สึกของตัวเองอยู่เสมอ ถ้าจะไม่สบายใจ จงหยุดคิดเรื่องนั้น ทันทีถ้าสบายใจอยู่ ก็จงเตือนตัวเองว่า อย่าประมาท ระวังสิ่งที่มันจะทำให้เราไม่สบายใจจะเกิดขึ้นกับเรา ให้ท่าน พร้อมรับ เป็นอย่างนี้ด้วยจิตที่เปิดกว้างอยู่เสมอ
7. ถ้าจะเกิดความสงสัยอะไรขึ้น สักอย่างหนึ่ง ก็จงตอบตัวเองว่า อย่าเพิ่งสงสัยมันเลย จงทำจิตใจให้สงบ และเพ่งให้เห็นความสะอาดบริสุทธิ์ ภายในจิตของตัวเอง อย่างชัดเจน และสรุปว่า ไม่มีอะไรที่จะดีไปกว่า การเข้าถึงสภาวะแห่งความสงบ และเป็นอิสระเสรี ภายในจิตของท่านได้
8. ความรู้จักในการรักษาจิตให้ สงบและสะอาด อยู่เสมอ นี่แหละ คือ สติปัญญาความรู้แจ้งธรรม ความเป็นจริง ความทุกข์จะ เกิดขึ้นในใจของท่านไม่ได้เลย
9. จงเข้าสมาธิความสมควรแก่เวลาที่เอื้ออำนวย ไม่ต้องปรารถนาจะเห็น หรือจะได้ จะเป็นอะไรจากการทำสมาธิ และเมื่อ จิตสงบเย็นแล้ว จึงเพ่งพิจารณาชีวิตสิ่งแวดล้อม และปัญหาที่ตัวเองกำลังประสบอยู่แล้ว สรุปว่า สิ่งทั้งหลายเหล่านั้นไม่ควร ยึดมั่นถือมั่นเลย
10. จงทำกับปัญหาทุกอย่าง ให้ดีที่สุด ใช้ ปัญญา แก้ไขมัน ไม่ต้องวิตกกังวลกับมัน ถึงเวลาแล้ว จงเข้าสู่สมาธิ ได้เวลาแล้ว จงออกมาสู้กับปัญหาอย่างนี้เรื่อยไป และจงปฏิบัติเช่นนี้ทุกวัน แล้วจิตของท่านก็จะบรรลุถึงความสะอาดบริสุทธิ์ ได้อย่างสมบูรณ์สูงสุดในสักวันหนึ่งซึ่งไม่นานนัก

แหล่งที่มา
แนวทาง 10 ประการในการเอาชนะความทุกข์. (2551). แหล่งที่มา http://variety.teenee.com/foodforbrain/9353.html.